GULF หนุน PDP 2026 เปิดทางเลือกพลังงานยุคใหม่ พร้อมรับโอกาสลงทุนจาก Direct PPA และ Data Center

GULF สนับสนุนทิศทางร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ที่มุ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและเปิดกว้างให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีบทบาทมากขึ้นในระบบพลังงาน พร้อมมองเห็นโอกาสการลงทุนใหม่จาก Direct PPA การเติบโตของ Data Center และแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการแข่งขันและการลงทุนของภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
นายชัยชวิน ตันติยันกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจพลังงานภูมิภาคอาเซียน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้าร่วมการเสวนาในงาน BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER “พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” โดยกล่าวว่า ร่างแผน PDP 2026 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของภาคพลังงานไทย เนื่องจากช่วยให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนสามารถมองเห็นทิศทางด้านอุปสงค์และอุปทานไฟฟ้าในระยะยาว ทั้งในช่วง 12 ปีและ 24 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวางแผนการลงทุนและการบริหารจัดการพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ร่างแผนดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดการเปิดกว้างให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีส่วนร่วมในระบบพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการก้าวสู่บทบาทผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน (Prosumer) หรือการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรงให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านรูปแบบ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) นอกเหนือจากการจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเช่นในอดีต
ในฐานะผู้ประกอบการด้านพลังงานครบวงจร GULF มองว่าการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดไฟฟ้าครั้งนี้จะสร้างโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเข้าสู่ระบบไฟฟ้าหลัก การจัดหาไฟฟ้าผ่าน Direct PPA หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม GULF เห็นว่าการเปิดเสรีพลังงานให้เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนากลไกสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการกำหนดนโยบาย Direct PPA ที่มีความชัดเจนและส่งเสริมการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม
บริษัทฯ ยังเห็นว่าการพิจารณา Direct PPA ในอนาคตควรเปิดกว้างต่อแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น เนื่องจากพลังงานแต่ละประเภทมีต้นทุนและข้อจำกัดแตกต่างกัน การผสมผสานแหล่งพลังงานที่เหมาะสม (Energy Mix) จะช่วยตอบโจทย์ทั้งด้านความยั่งยืน ความมั่นคง และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน GULF ยังคงติดตามความคืบหน้าของนโยบาย Third-Party Access หรือการเปิดให้ใช้โครงข่ายไฟฟ้าของบุคคลที่สาม โดยมองว่าการกำหนดอัตราค่าบริการดังกล่าวควรมีความโปร่งใส เป็นธรรม และอยู่บนหลักเกณฑ์เดียวกันสำหรับทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
นอกจากนี้ บริษัทฯ เห็นว่าการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานยังคงเป็นประเด็นสำคัญ แม้บางด้านจะมีการปรับปรุงแล้ว เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่ควรได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบบพลังงานได้มากขึ้น
สำหรับการจัดตั้งกลไกคัดกรองโครงการ Data Center ของภาครัฐ GULF มองว่าเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่จะช่วยให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนอย่างแท้จริง ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างคุ้มค่า พร้อมช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิด “Ghost Demand” หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ไม่สอดคล้องกับการลงทุนจริง
ในส่วนของความต้องการพลังงานสำหรับ Data Center นั้น GULF เห็นว่าการตอบโจทย์ผู้ประกอบการจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างพลังงานสะอาดและพลังงานที่สามารถสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า โดยต้องพิจารณาควบคู่กับอัตราค่าไฟฟ้าที่ภาครัฐกำหนดและระดับต้นทุนที่ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ จึงจะสามารถกำหนดสัดส่วนพลังงานที่เหมาะสมที่สุดในอนาคต
นายชัยชวินกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าภาครัฐจะเลือกใช้กรอบแผน PDP ในรูปแบบใด ภาคเอกชนยังคงมองเห็นโอกาสการเติบโตจากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าในระยะยาวยังคงอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีพลังงาน และนวัตกรรมใหม่ ๆ
“การติดตามและทบทวนแผนอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวรับกับเทคโนโลยีและโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างทันท่วงที และสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายชัยชวินกล่าว
