กัลฟ์ เปิดบ้านต้อนรับหลักสูตรบสป. รุ่นที่ 5 ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการจัดการพลังงานเพื่ออนาคต

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดยนายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ ต้อนรับคณะผู้บริหารผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร "นักบริหารระดับสูงในกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง" (บสป.) รุ่นที่ 5 ณ โรงไฟฟ้าอุทัย อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการศาลยุติธรรม ข้าราชการระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรเอกชนชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เจาะลึกเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า และคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจไฟฟ้าและทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานร่วมกัน
เพื่อให้คณะผู้เข้าอบรมเห็นภาพรวมความท้าทายในปัจจุบัน นายสมิทธ์ พนมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดประเด็นถึงสมดุลพลังงาน 3 ด้าน (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางระบบ ราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม แต่ว่าความท้าทายสำคัญคือ การทำให้ทั้ง 3 ด้านสมดุลกัน เนื่องจากมักจะสวนทางกันเอง เช่น พลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงแดดแม้จะตอบโจทย์เรื่องความสะอาด แต่ก็ผันผวนสูงตามธรรมชาติ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมักนำมาสู่ประเด็นที่สังคมมักเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกำลังการผลิตสำรอง (Reserve Margin) ซึ่งหากเราพิจารณาเพียงตัวเลขเชิงปริมาณ กำลังผลิตติดตั้งรวมของไทย เมื่อหักลบกับความต้องการใช้สูงสุด (Peak Demand) จะดูเหมือนว่าเรามีไฟฟ้าสำรองล้น แต่ในความเป็นจริง หากหักกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียรออกไป กำลังผลิตที่พึ่งพิงได้จริง (Dependable Capacity) จะใกล้เคียงกับความต้องการใช้จริงสูงสุด ด้วยเหตุนี้ ประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งจึงเปลี่ยนจากการใช้อัตราสำรองแบบเดิม ไปเป็นการใช้เกณฑ์ดัชนีโอกาสเกิดไฟดับ หรือ Loss of Load Expectation (LOLE) เพื่อสะท้อนความมั่นคงที่แท้จริงของระบบส่งแทน
ความผันผวนของระบบส่งยิ่งทวีความท้าทายมากขึ้นเมื่อพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยเปลี่ยนไปจากอดีต โดย นายสมิทธ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ว่า "เดิมทียอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะอยู่ช่วงกลางวัน คือระหว่างเที่ยงถึงบ่ายสามโมง แต่ปัจจุบัน ด้วยความนิยมในการติดตั้งโซลาร์รูฟตามบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากระบบในช่วงกลางวันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ยอด Peak Demand ย้ายไปอยู่ช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่มีแสงแดด โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจึงต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นเสาหลัก คอยปรับการเดินเครื่องเพื่อประคองและรักษาความเสถียรของระบบไม่ให้เกิดไฟดับ"
เพื่อตอบรับกับทิศทางพลังงานโลก GULF จึงกำลังเร่งขับเคลื่อนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี พ.ศ. 2578 จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้แตะระดับ 40% เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกเหนือจากการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานแล้ว GULF ยังมองไกลไปถึงการวางรากฐานทางเทคโนโลยี โดยเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเข้ากับ ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งเปรียบเสมือนถนนทางหลวงสายหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ โดยนายสมิทธ์ได้ฝากมุมมองเชิงนโยบายที่สำคัญไว้ว่า "สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องผลักดันควบคู่ไปกับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ คือ นโยบายอธิปไตยทางข้อมูล หรือ Data Sovereignty เช่นเดียวกับประเทศชั้นนำอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ เพื่อส่งเสริมให้มีการเก็บรักษาข้อมูลสำคัญและกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางดิจิทัลปลายน้ำในประเทศ ซึ่งจะเป็นการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยอย่างมหาศาล”
หลังจากรับฟังการบรรยายทิศทางกลยุทธ์ คณะผู้บริหาร บสป. รุ่นที่ 5 ได้เข้าเยี่ยมชม ห้องควบคุมการผลิต (Control Room) ของโรงไฟฟ้าอุทัย ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined Cycle) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,600 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ผสมผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขั้นสูงในการควบคุมระบบการผลิตทั้งหมด เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมในแต่ละกะเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งระบบนี้ช่วยให้โรงไฟฟ้าสามารถปรับเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วตามคำสั่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อรองรับความผันผวนของโครงข่ายไฟฟ้าได้ในทันที
ด้านนายเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแชร์มุมมองหลังจากการเยี่ยมชมว่า "การได้เข้ามาศึกษาดูงานที่โรงไฟฟ้าอุทัยในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ตรงที่เปิดมุมมองใหม่ ทำให้เราได้เห็นว่าบริษัทของคนไทยมีศักยภาพในการดำเนินกิจการพลังงานขนาดใหญ่เพื่อส่งจ่ายไฟให้แก่ กฟผ. และป้อนสู่ภาคประชาชนและอุตสาหกรรมได้อย่างมีเสถียรภาพ สิ่งที่ผมประทับใจอย่างมากคือความเป็นมืออาชีพของบุคลากร และระบบควบคุมโรงไฟฟ้าขนาด 1,600 เมกะวัตต์ ที่ใช้เจ้าหน้าที่ในห้องควบคุมเพียง 3 คน สะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการบำบัดน้ำจากแม่น้ำป่าสักก่อนนำเข้าสู่ระบบ ตลอดจนแผนการขยายไปสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างลม น้ำ และแสงแดดในอนาคต ในเชิงเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงานคือหัวใจสำคัญอันดับแรกที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศใช้พิจารณาก่อนตัดสินใจเข้ามาลงทุน โครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เช่น ถนน ประปา หรือแรงงานที่ดี จะไม่มีความหมายเลยหากขาดระบบไฟฟ้าที่เสถียร ดังนั้น การจัดการพลังงานที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องการผลิตไฟฟ้า แต่คือเสาหลักในการสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง"
ขณะที่ ดร.ศรีรัชต์ ธนะรัชต์ กรรมการบริหาร ฝ่ายรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ และฝ่ายพัฒนาธุรกิจก๊าซธรรมชาติและ ก๊าซธรรมชาติเหลว บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า "วันนี้ได้รับความรู้และเข้าใจในเทคโนโลยี Combined Cycle ของโรงไฟฟ้าอุทัยอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสามารถนำพลังงานความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ในยามที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวน การที่ภาคเอกชนอย่างกัลฟ์ไม่เพียงแต่มุ่งผลิตพลังงานให้เพียงพอ แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานให้สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นแบบอย่างที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความยั่งยืนในระดับสากล"
ทางด้าน นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ได้สะท้อนมุมมองว่า “การศึกษาดูงานครั้งนี้ทำให้เห็นภาพการจัดการพลังงานยุคใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ปลอดภัย และที่สำคัญคือมีการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นต้นแบบที่ดีว่า ความมั่นคงทางพลังงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน”
นางสาวกิตติยา บุญเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมส มีเดีย เมเนจเม็นท์ จำกัด กล่าวว่า “การเข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าครั้งนี้ช่วยให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมพลังงานไทยที่เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ สิ่งที่น่าชื่นชมคือ GULF ไม่เพียงนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ แต่ยังให้ความสำคัญกับมิติทางสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดข้อพิพาททางปกครองและสอดรับกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน”
กิจกรรมต้อนรับคณะผู้เข้าศึกษาดูงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่กลุ่มบริษัทกัลฟ์ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ได้เข้าศึกษาการดำเนินงานและการบริหารจัดการจากสถานที่จริง ซึ่งเป็นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธุรกิจพลังงาน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนตอกย้ำความโปร่งใสในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจร่วมกับสังคมไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป